Ficool

Chapter 3 - บท 2 บุตรแห่งพฤกษาดารา

เด็กน้อยผู้เรียกตนเองว่า เป่ยหมิง ยังคงนั่งขัดสมาธินิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางแท่นบูชาหินอันศักดิ์สิทธิ์ ดวงตาเทาดำคู่เล็กนั้นค่อยๆ ปิดลงช้าๆ ราวกับกำลังดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกที่มนุษย์มิทราบต้นกำเนิด

ภายในห้วงจิตของเขานั้นคือ ห้วงจิตทะเลดำ มหาสมุทรหมอกพิษสีดำสนิทที่หมุนวนไม่รู้สิ้นสุด วิญญาณหลายล้านดวงที่เคยถูก 'ชื่อกู่' กลืนกินต่างกรีดร้องทับซ้อนกันจนชวนสับสน ราวกับมีเสียงโหยหวนนับล้านดังพร้อมกันในหูเดียว มหาพิษนับล้านชนิดไหลวนหลอมรวมกับมุกดาราสวรรค์แสนดวงที่ทอแสงสีทมิฬเย็นเยียบ

ณ ใจกลางมหาสมุทรแห่งจิตนั้นเอง พฤกษาดารา ยืนต้นตระหง่านเป็นแก่นแท้และหัวใจวิญญาณที่เป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่งในตัวเขา กิ่งก้านเล็กๆ นับไม่ถ้วนแผ่ขยายออกไปเชื่อมโยงกับมุกดาราสวรรค์ทุกดวงราวเส้นใยแห่งลิขิต พฤกษาดาราสั่นไหวสวยงามราวดวงดาวนับล้านดวงระเบิดออกจากกิ่ง ประกายทองคำผสานความทมิฬสว่างจ้าตัดกับความมืดมิด ลึกเข้าไปในแก่นแท้นั้นคือความว่างเปล่าที่มิอาจหยั่งถึง

เป่ยหมิงเริ่มกระบวนการหลอมรวมภายในห้วงจิต เขาถอดถอนเศษเสี้ยววิญญาณออกมาหนึ่งในสามส่วน พร้อมกับดึงพลังจากมุกดาราสวรรค์ออกมาอีกหนึ่งในสาม โดยมีพฤกษาดาราเป็นตัวกลางในการก่อร่างสร้างตัวตนใหม่ แสงสว่างจ้าพุ่งทะลักออกจากร่างเด็กน้อยในโลกภายนอก ควบแน่นและหลอมรวมจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีความยาวเพียงสิบเซนติเมตร

รูปร่างของมันอ้วนกลม ผิวหนังแข็งแกร่งราวเกราะฟันหนาม ลายทองคำดำทมิฬสลับกันอย่างลึกลับ แม้มันจะไม่มีดวงตา แต่ชาวบ้านกลับรู้สึกได้ว่ามันกำลัง "มอง" ทะลุเข้าไปในดวงวิญญาณของพวกเขา ปากที่เปิดออกเผยให้เห็นหลุมดำซ้อนชั้น พร้อมฟันแหลมคมนับไม่ถ้วนที่มีมหาพิษพิศวงหยดย้อยลงมา

 "ทำหน้าที่ของเจ้า... ฝากที่เหลือด้วย ฉางสวี ข้าต้องกลับไปจำศีลก่อน"

 

เสียงใสแต่เย็นชาดังขึ้นแผ่วเบา ร่างของเด็กน้อยก็สลายกลายเป็นควันดำม้วนตัวเข้าไปในร่างของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนั้นจนหมดสิ้น ก่อนที่เขาจะหายตัวไปในสุญญตาธาตุ เหลือเพียงสิ่งมีชีวิตที่ชาวบ้านเรียกขานว่า "ฉางสวี" หรือผู้พิทักษ์หมู่บ้าน

 

วันเวลาผ่านไปหนึ่งปี เป่ยหมิงเติบโตอย่างรวดเร็วผิดมนุษย์ รูปร่างของเขาตอนนี้เพรียวสูงราวเด็กวัยแปดขวบ ในระหว่างที่เขาจำศีล ฉางสวีได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนอย่างสมบูรณ์ มันเป็นที่รักของเด็กๆ ด้วยร่างอ้วนกลมที่เปลี่ยนผิวหนังให้นุ่มนิ่มได้ตามใจชอบ แต่มันจะกลายเป็นเพชฌฆาตทันทีเมื่อมีภัยคุกคาม

เมื่อฝูงสัตว์อสูรหลากชนิดลุกฮือขึ้นบุกหมู่บ้าน ฉางสวีเพียงพุ่งออกจากศาลเจ้าแล้วพ่นหมอกทมิฬปกคลุมไปทั้งภูเขาในพริบตา ราวกับหมอกมืดได้กลืนกินความจริงไปสิ้น งูหยินเหมันต์ที่พยายามฉกกัดในหมอกกลับรู้สึกเหมือนจมดิ่งลงใต้ทะเลดำที่ไร้อากาศ มหาพิษกัดกร่อนเกล็ดและเนื้อจนเน่าเฟะ วิญญาณถูกกลืนกินในพริบตา

ขณะที่หมาป่าขาวมรณะที่คำรามลั่นกลับต้องขาดใจตายเพราะหมอกมืดที่บีบคั้น ร่างกายสลายหายไปราวกับถูกหลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่า แม้แต่นกอสูรราตรีมรณะที่บินอยู่บนฟ้า หมอกทมิฬก็ยังตามไปกระชากปีกจนสลายหายไปในหุบเหวแห่งจิตอย่างน่าเวทนา

ฉางสวีแหวกว่ายในหมอกดำนั้นราวกับบ้านของมันเอง ก่อนจะปรากฏตัวต่อหน้าสัตว์อสูรที่เหลืออยู่และเปล่งเสียงแผ่วเบาออกมาเป็นครั้งแรก

 

 "จิ่ว~"

 

เสียงนั้นใสซื่อแต่ดังก้องในจิตใจของสัตว์อสูรทุกตัวประดุจเสียงของมัจจุราช เจตจำนงที่ส่งผ่านความเงียบนั้นชัดเจนคือ "จำนน... หรือจะกลายเป็นอาหาร" สัตว์อสูรที่เหลือพากันโอดครวญด้วยความเจ็บปวด พวกมันรับรู้ได้ถึงอำนาจที่เหนือกว่า ความตายที่ฉางสวีมอบให้ไม่ใช่แค่การสิ้นลม แต่คือการถูก "กลืนกิน" จนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณ ในที่สุดพวกมันก็ยอมจำนนและถอยกลับเข้าป่าลึก นับแต่นั้นมา สัตว์อสูรและชาวบ้านก็เริ่มพึ่งพากันอย่างประหลาดภายใต้บารมีของผู้พิทักษ์ตัวน้อย

 

ทว่าในมุมมืดของศาลเจ้า ลุงชางและเฉินหยวนยังคงมองฉางสวีที่ขดตัวนิ่งบนแท่นบูชาด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป "น่าขนลุกชะมัดเลยลุง..." เฉินหยวนกระซิบเสียงสั่น "มันพ่นหมอกดำกลืนกินสัตว์อสูรหายไปทั้งภูเขาได้ในพริบตา ไม่เหลือซากแม้แต่เส้นผม!"

"ชู่ว! เงียบๆ เจ้าโง่นี่" ลุงชางรีบปราม แต่แววตาก็เต็มไปด้วยความล้า "ข้าก็ขนลุกเหมือนเจ้า แต่มันจะมีประโยชน์อะไร? ข้าเคยผ่านความอดอยากและโรคร้ายที่กินคนทั้งครอบครัวมาแล้ว... ตอนนี้ข้ามีข้าวกิน มีแสงแดด มีลูกหลานที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เราได้แต่ยอมรับ และหวังว่ามันจะยังคง 'ดี' กับพวกเราต่อไป... ไม่งั้น ก็ตายกันหมดเหมือนเดิม"

ทั้งสองคนยืนนิ่ง มองดูสิ่งมีชีวิตที่น่ารักประดุจสัตว์เลี้ยง แต่น่าสยองพองขนประดุจจอมมาร โดยที่พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่า ในห้วงลึกที่มืดมิดที่สุด ฉางสวีกำลังเฝ้ามองความทรงจำและจิตใจของพวกเขาอยู่ตลอดเวลาอย่างใจเย็น

More Chapters